คำถามธรรมะ : เสริววาณิชชาดก เรื่องพ่อค้าชื่อเสริวะ

กระดานถาม – ตอบหมวดหมู่: ธรรมะกับอาจารย์สำรวม สุทธิสาครคำถามธรรมะ : เสริววาณิชชาดก เรื่องพ่อค้าชื่อเสริวะ
สำรวม สุทธิสาคร ทีมงาน asked 3 เดือน ago

เสริววาณิชชาดก เรื่องพ่อค้าชื่อเสริวะ


พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ปรารภภิกษุผู้สละความเพียรรูปหนึ่ง ตรัสธรรมเทศนานี้ว่า อิธ เจ นํ วิราเธสิ เป็นต้น

ความย่อว่า พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นภิกษุนั้น ที่พวกภิกษุนำมาแล้วโดยในก่อนนั้นแล จึงตรัสว่า “ภิกษุ เธอบวชในศาสนาที่ให้มรรคและผลเห็นปานนี้ แล้วสละความเพียร จักเศร้าโศกตลอดกาลนาน เหมือนเสริววาณิช ผู้เสื่อมจากถาดทองคำ มีค่าแสนหนึ่งฉะนั้น” พวกภิกษุพากันอ้อนวอนพระผู้มีพระภาค เพื่อให้เนื้อความนั้นแจ่มแจ้ง พระผู้มีพระภาค ทรงได้กระทำเหตุที่ภพอื่นปกปิดไว้ให้ปรากฏ

ในอดีตกาล ในกัปที่ ๕ จากภัทรกัปนี้ พระโพธิสัตว์ได้เป็นพ่อค้าหาบเร่ ในเสริวรัฐ พระโพธิสัตว์นั้นไปเพื่อประโยชน์ค้าขายกับด้วยพ่อค้าหาบเร่ผู้โลเลคนหนึ่ง นามว่าเสริวะ ข้ามแม่น้ำชื่อว่านีลวาหา เข้าไปยังเมืองชื่อว่าอิฏฐปุระ แบ่งถนนในเมือง เที่ยวไปขายสินค้า ในถนนที่แบ่งของตนพ่อค้ายึดเอาถนนนั้น และในเมืองนั้นมีตระกูลเศรษฐีเก่าแก่อยู่ตระกูลหนึ่ง บุตร พี่ชายและทรัพย์ทั้งหมด ได้ถึงความสิ้นไปแล้ว เหลือเพียงเด็กสาวคนหนึ่งกับยาย หญิงทั้งสองคนนั้น กระทำการรับจ้างคนเหล่าอื่นเลี้ยงชีวิต แต่ในเรือนได้มีถาดทองคำ ที่มหาเศรษฐีของยายและเด็กหญิงสาวเหล่านั้นเคยใช้สอย ถูกเก็บไว้กับภาชนะอื่น ไม่ใช้สอยสิ้นกาลนาน เกิดสนิมจับ หญิงเหล่านั้นไม่รู้ว่าถาดนั้นเป็นถาดทองคำ พ่อค้าผู้โลเลนั้นเที่ยวไปด้วยการกล่าวว่า “พวกท่านจงรับเอาเครื่องประดับ จงรับเอาเครื่องประดับ เมื่อไปถึงประตูบ้านนั้น หญิงสาวนั้นเห็นพ่อค้านั้นแล้ว จึงกล่าวกับยายว่า “แม่ ท่านจงถือเอาเครื่องประดับชิ้นหนึ่งเพื่อเรา”

ยายบอกว่า “แม่ พวกเราเป็นคนจน พวกเราให้อะไรแล้วจักถือเอา” หญิงสาวกล่าวว่า “พวกเรามีถาดใบนี้อยู่ และไม่มีอุปการะแก่พวกเรา” ยายบอกว่า “เจ้าให้ถาดใบนี้แล้วจงถือเอา” เธอให้เรียกพ่อค้ามาแล้ว ให้นั่งบนอาสนะ ให้ถาดใบนั้น แล้วกล่าวว่า “นาย ท่านถือเอาถาดใบนี้แล้วจงให้เครื่องประดับบางอย่างแก่น้องหญิง” พ่อค้าใช้มือจับถาดแล้ว คิดว่า “จักเป็นถาดทองคำ พริกใช้เข็มขีดที่หลังถาดรู้ว่าเป็นทองคำ” คิดว่า “เราไม่ให้อะไร ๆ แก่หญิงเหล่านี้แล้วจักนำถาดนี้ไป กล่าวว่า “ถาดนี้จะมีค่าอะไร ถาดนี้ไม่มีค่าแม้ครึ่งมาสก ทิ้งไว้ที่พื้นดิน ลุกจากอาสนะแล้วหลีกไป” พระโพธิสัตว์คิดว่า “บุคคลย่อมเข้าไปยังถนนที่บุคคลหนึ่งเข้าไป    แล้วออกไปแล้ว จึงเข้าไปยังถนนนั้น แล้วเที่ยวไปด้วยการกล่าวว่า “พวกท่านจงถือเอาเครื่องประดับ จงถือเอาเครื่องประดับ”  ถึงประตูเรือนนั้นนั้นแล

เด็กหญิงนั้นจึงกล่าวกับยายอย่างนั้นอีก ครั้งนั้นยายจึงกล่าวกับเด็กหญิงนั้นว่า “แม่ พ่อค้าที่มาคนแรกโยนถาดใบนั้นลงบนพื้นไปแล้ว บัดนี้ พวกเราจักให้อะไรแล้วถือเอา”

เด็กหญิงกล่าวว่า “พ่อค้าคนนั้นมีวาจาหยาบ ส่วนคนนี้เห็นว่าน่ารัก เจรจาอ่อนหวาน บางที พ่อค้าคนนี้อาจถือเอาถาดใบนั้น”

ยายกล่าวว่า “แม่ ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงเรียกมา” เด็กหญิงนั้นจึงเรียกพ่อค้านั้นมา ลำดับนั้น ยายหลานทั้งสองจึงได้ให้ถาดใบนั้นแก่พ่อค้านั้น ผู้เข้ามายังเรือน นั่งแล้ว พ่อค้านั้นทราบความที่ถาดใบนั้นเป็นถาดทองคำ จึงกล่าวว่า “แม่ ถาดใบนี้มีค่าถึงแสนหนึ่ง ในมือของเราไม่มีสินค้ามีราคาถึงแสน” ยายและหลานกล่าวว่า “นาย พ่อค้าคนที่มาก่อน กล่าวว่า “ถาดใบนี้ ไม่มีค่าแม้ครึ่งมาสก โยนไปที่ภาคพื้นไปแล้ว แต่ถาดใบนี้กลายเป็นถาดทองคำ เพราะบุญของท่าน พวกเราจะให้ถาดใบนี้แก่ท่าน ท่านให้สินค้าบางชนิดเท่านั้นแก่พวกเราแล้ว จงถือเอาถาดใบนี้ไปเถิด” พระโพธิสัตว์จึงให้ ทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะที่อยู่ในมือขณะนั้น และสินค้าทั้งหมดมีราคา ๕๐๐ แล้วขอเพียงเท่านี้ว่า “พวกท่านจงให้คันชั่งนี้ กระสอบ และทรัพย์ ๘ กหาปณะแก่เรา” ถือเอาแล้วหลีกไป พระโพธิสัตว์นั้นไปยังฝั่งแม่น้ำอย่างเร็ว ให้ทรัพย์ ๘ กหาปณะแก่นายเรือแล้วขึ้นเรือไป

ต่อมา แม้พ่อค้าโลเลไปยังเรือนนั้นอีก จึงกล่าวว่า “จงนำถาดใบนั้นมา เราจักให้สินค้าบางชนิดนั้นแลแก่ท่าน” หญิงนั้นจึงบริภาษพ่อค้านั้นแล้วกล่าวว่า “ท่านได้ตีราคาถาดทองคำอันมีค่าแสนหนึ่งของพวกเรา ให้มีราคาเพียงครึ่งมาสก ส่วนพ่อค้าผู้ทรงธรรมคนหนึ่ง เหมือนเป็นนายของท่าน ให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่พวกเราแล้ว ถือเอาถาดใบนั้นไป” พ่อค้าผู้โลเลพอฟังคำนั้น เกิดความเศร้าโศกอย่างรุนแรงว่า “เราเสื่อมจากถาดทองคำมีค่าถึงแสนหนึ่ง พ่อค้าคนนี้สร้างความเสื่อมอันยิ่งใหญ่แก่เราหนอ ไม่อาจตั้งสติไว้ได้ หมดความรู้สึก เทกหาปณะที่อยู่ในมือของตนและห่อสินค้าที่ประตูเรือนนั้นแล ทิ้งผ้านุ่ง และผ้าห่ม ถือเอาคันชั่งให้เป็นไม้เท้า หลีกไปตามรอยของพระโพธิสัตว์ ถึงฝั่งน้ำแล้วเห็นพระโพธิสัตว์ไปอยู่ กล่าวว่า “พ่อผู้เจริญ จงให้เรือของนายเรือกลับ” แต่พระโพธิสัตว์ห้ามว่า “พ่อ อย่าได้กลับ” เมื่อพ่อค้าเห็นพระโพธิสัตว์ไปอยู่ ความเศร้าโศกอย่างรุนแรงก็เกิดขึ้น หทัยได้เร่าร้อน โลหิตพุ่งออกจากปาก หทัยแตกเหมือนโคลนในบ่อ ฉะนั้น พ่อค้าผู้โลเลนั้นผูกอาฆาตในพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ถึงความสิ้นชีวิต ณ ที่นั้นนั่นแล นี้คือการผูกอาฆาตในพระโพธิสัตว์ครั้งแรกของพระเทวทัต พระโพธิสัตว์กระทำบุญมีทานเป็นต้น ไปตามกรรมแล้ว

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นตรัสธรรมเทศนานี้แล้ว รู้ด้วยพระองค์อย่างยิ่งแล ตรัสพระคาถานี้ว่า

ถ้าเธอพลาดจากสภาวะอันแน่นอนแห่งพระสัทธรรม

ในศาสนานี้แล้ว เธอจะต้องเดือดร้อนตลอดกาลนาน

เหมือนพ่อค้าชื่อว่าเสริวะนี้

พระศาสดาทรงยึดเอายอดด้วยอรหัตตผล แสดงพระธรรมเทศนานี้แก่ภิกษุนั้นประกาศสัจจะ ๔ ในกาลจบลงแห่งสัจจะ ภิกษุผู้สละความเพียรตั้งอยู่ในผลอันเลิศคืออรหัตตผล

แม้พระศาสดาทรงตรัส ๒ เรื่อง สืบต่ออนุสนธิประชุมชาดกลงแสดงว่า “พ่อค้า ผู้โง่เขลาในกาลนั้น ได้เป็นพระเทวทัต เราเองได้เป็นพ่อค้าผู้เป็นบัณฑิต


อ้างอิง พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ภาค 1 เล่ม 1 ( เล่ม 55 )

1. พ่อค้าโลเลกล่าวว่า “พวกท่านจงรับเอาเครื่องประดับ พวกท่านจงรับเอาเครื่องประดับ” เขากล่าวด้วยจิตดวงไหน


เลือกคำตอบนี้เพื่อตอบคำถาม

ก. โลภมูลจิต ดวงที่ 3 โสมนัสเวทนา ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด ไม่มีการชักชวน
ข. โมหมูลจิตดวงที่ 2 อุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน
ค. มหากุศล ดวงที่ 3 โสมนัสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักชวน


2. พ่อค้าโลเลใช้เข็มขีดที่หลังถาดรู้ว่าเป็นทองคำ คิดที่จะไม่ให้อะไร ๆ แก่หญิงเหล่านี้กล่าวว่า “ถาดนี้จะมีค่าอะไร ถาดนี้ไม่มีค่าแม้ครึ่งมาสก” ทิ้งไว้ที่พื้นดิน เขากล่าวด้วยจิตดวงไหน

ก. โลภมูลจิต ดวงที่ 3 โสมนัสเวทนา ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด ไม่มีการชักชวน
ข. โทสมูลจิต ดวงที่ 1 โทมนัสเวทนา ประกอบด้วยความโกรธ ไม่มีการชักชวน
ค. โมหมูลจิตดวงที่ 2 อุเบกขาเวทนา   ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน


3. พ่อค้าบัณฑิตกล่าวว่า “พวกท่านจงรับเอาเครื่องประดับ พวกท่านจงรับเอาเครื่องประดับ  ” เขากล่าวด้วยจิตดวงไหน

ก. โลภมูลจิต ดวงที่ 3 โสมนัสเวทนา ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด  ไม่มีการชักชวน
ข. โมหมูลจิตดวงที่ 2 อุเบกขาเวทนา   ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน
ค. มหากุศล ดวงที่ 3 โสมนัสเวทนา  ไม่ประกอบด้วยปัญญา   ไม่มีการชักชวน


4. พ่อค้าบัณฑิต ตรวจดูทราบว่าถาดใบนั้นรู้ว่าเป็นถาดทองคำ จึงกล่าวว่า “ ถาดใบนี้มีค่าถึงแสนหนึ่ง ในมือของเราไม่มีสินค้ามีราคาถึงแสน” คำกล่าวนี้เกิดจากจิตดวงไหน

ก. มหากุศล ดวงที่ 1 โสมนัสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักชวน
ข. มหากุศล ดวงที่ 2 โสมนัสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักชวน


5. จากข้อ 4 เจตสิกที่ประกอบเด่นชัดคือดวงไหน เลือกมา 2 ดวง

ก. สัมมาวาจา และ สัมมากัมมันตะ
ข. เมตตา และกรุณา
ค. กายุชุกตา และ จิตตุชุกตา

1 Answers
มูลนิธิพุทธศาสนศึกษา ทีมงาน answered 3 เดือน ago

บางข้อ บางประเด็น เป็นการคาดการณ์เนื่องจากไม่มีข้อมูลที่แสดงอย่างชัดเจน


เฉลยข้อที่ 1. ตอบ ก. โลภมูลจิต ดวงที่ 3 โสมนัสเวทนา ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด ไม่มีการชักชวน
สรุปคำตอบ ข้อ 1 และ ข้อ 3 คำเชิญชวนให้มาเลือกเอาเครื่องประดับเป็นคำพูดเดียวกัน แต่เมื่ออ่านเนื้อเรื่องทั้งหมดจะทราบได้ว่า คำเชิญชวนของพ่อค้าผู้โลเลนี้ น่าจะเกิดจากโลภมูลจิต มีความโลภมาก ซึ่งจะเห็นได้จากพฤติกรรมในข้อ 2 ที่พูด และแสดงท่าทางว่าถาดนี้ไม่มีราคา

ที่ว่าไม่มีการชักชวน เพราะมิได้เกิดจากการชักชวนให้เกิดขึ้นจากใคร เกิดขึ้นจากกิเลสของตัวเองที่เคยสั่งสมไว้

ที่ว่าเป็นโสมนัสเวทนา คาดการณ์ว่าคนร้องขายของน่าจะมีความสุข


เฉลยข้อที่ 2. ตอบ ก. โลภมูลจิต ดวงที่ 3 โสมนัสเวทนา ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด ไม่มีการชักชวน
สรุปคำตอบ นี้คือคำพูด และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นต่อมากจาก ข้อ 1 คือการร้องขายของ แต่น่าจะมีกำลังมากขึ้นไปอีก มีการโกหก หลอกลวงด้วย
เฉลยข้อที่ 3. ตอบ ค. มหากุศล ดวงที่ 3 โสมนัสเวทนา  ไม่ประกอบด้วยปัญญา   ไม่มีการชักชวน
สรุปคำตอบ ที่ว่าเป็นกุศล เพราะดูจากพฤติกรรมในข้อ 4 ตามมาที่มีการพูดคำจริง ไม่โกหกหลอกลวงทั้งที่มีโอกาสจะทำได้

ที่ว่าไม่มีการชักชวน เพราะมิได้เกิดจากการชักชวนให้เกิดขึ้นจากใคร เกิดขึ้นจากกิเลสของตัวเองที่เคยสั่งสมไว้

ที่ว่าไม่ประกอบด้วยปัญญา เพราะเป็นการร้องขายของปกติธรรมดา

ที่ว่าเป็นโสมนัสเวทนา คาดการณ์ว่าคนร้องขายของน่าจะมีความสุข


เฉลยข้อที่ 4. ตอบ ก. มหากุศล ดวงที่ 1 โสมนัสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักชวน
สรุปคำตอบ พฤติกรรมนี้เป็นกุศลแน่นอน ไม่มีการชักชวนแน่นอน 

เรื่องเวทนา เป็นการคาดการณ์เอา เพราะเป็นการทำในสิ่งที่ดี จึงน่าจะเป็นความสุข

เรื่องปัญญา ท่านมีปัญญาในการอ่าน รู้ เรื่องทองคำ และคาดการณ์เอาว่าท่านคงจะมีการคิด พิจารณาถึงเหตุผล และสิ่งที่ควรทำต่อไป


เฉลยข้อที่ 5. ตอบ ค. กายุชุกตา และ จิตตุชุกตา
สรุปคำตอบ เจตสิก 2 ดวงคือ กายุชุกตา และ จิตตุชุกตา จะทำให้จิต และเจตสิกที่เกิดขึ้นพร้อมกันตนนั้นมีความซื่อตรง ต่อกิจการงานที่เป็นกุศล สำหรับสัมมาวาจา และ สัมมาอาชีวะ จะไม่ถูกต้อง ที่น่าจะเป็นไปได้คือ สัมมากัมมันตะ เพราะเป็นเรื่องของการเว้นจากการทำอาชีพที่ทุจริต เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการประกอบอาชีพ สำหรับ เมตตา พอจะเป็นไปได้เพราะมีความรักความปรารถนาดีต่อเด็กที่อยากได้เครื่องประดับ แต่กรุณาไม่ใช่เพราะกรุณาจะเกิดขึ้น คนหรือสัตว์นั้นต้องกำลังได้รับความทุกข์ และ ต้องการให้เขาพ้นจากความทุกข์