มูลนิธิพุทธศาสนศึกษา

วัดบุรณศิริมาตยาราม

วัดบุรณศิริมาตยาราม เป็นวัดที่เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (บุญศรีต้นสกุล "บุรณศิริ") เป็นผู้สร้างขณะที่มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาพิพัฒน์โกษาปลัดทูลฉลองกรมท่า ปรากฎในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ว่า กรมหมื่นเสนีเทพ (พระองค์เจ้าอสุนี) พระราชโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ 1) เป็นผู้สร้างวัดขึ้นแต่ยังค้างอยู่  จนกระทั่งพระยามหาอำมาตย์ (ต่อมาคือ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี) สร้างต่อในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่า "วัดบุรณศิริมาตยาราม" ตามชื่อเดิมของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีคือบุญศรี แต่หลักฐานบางแห่งว่า เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี สร้างวัดขึ้นในสถานที่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านว่า "วัดศิริอำมาตยาราม" ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกว่า "วัดบุรณศิริมาตยาราม" แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการเปลี่ยนชื่อเรียก

กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดบุรณศิริมาตยารามเป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2520

สถานภาพและที่ตั้งของวัด

วัดบุรณศิริมาตยาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ 5 ถนนอัษฎางค์ แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200

เนื้อที่ของวัดและอาณาเขตของวัด

วัดบุรณศิริมาตยารามมีเนื้อที่ภายในกำแพง 5 ไร่ 1 งาน 64 ตารางวาและมีเนื้อที่สำหรับจัดผลประโยชน์อีก 3 ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งหมด 8 ไร 1 งาน 64 ตารางวา

ทิศเหนือ  จดคลองหลอดวัดเทพธิดาราม
ทิศใต้  จดถนนบุญศิริ
ทิศตะวันออก  จดตรอกศิริอำมาตย์
ทิศตะวันตก  จดถนนอัษฎางค์

ประวัติมูลนิธิพุทธศาสนศึกษา

ประมาณ ปี 2532

อาจารย์ลั่นทม ได้มาพบ อาคารโรงเรียนบุณยะรัตเวช เห็นว่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ทำอะไร จึงได้ไปสอบถามกับพระครูสังฆรักษ์สถาพรเพื่อขอใช้ในการจัดการเรียน การสอนธรรมะ พระครูสังฆรักษ์สถาพรจึงได้ไปขออนุญาตท่านเจ้าอาวาส พระเทพวราภรณ์ในขณะนั้น ( ปัจจุบันเป็นพระพรหมเมธาจารย์ ) ท่านได้อนุญาต หลังจากนั้น จึงได้เปิดบรรยายธรรม การดำเนินงานครั้งแรก จัดทำในรูปของโครงการ ชื่อว่าโครงการพุทธศาสนศึกษา วัดบุรณศิริมาตยาราม โดยมีประธานโครงการดังนี้

พระราชวราลังการ (พิมพ์ ถามวุฑฺโฒ)  ประธานฝ่ายบรรพชิต  ปี 2535
พระครูสังฆรักษ์ สถาพร  ประธานฝ่ายบรรพชิต  ปี 2533-2534 , 2536-2537
นายถมยา บุณยเกตุ   ประธานฝ่ายฆาราวาส  ปี 2533
นางสาวปทุมวดี นิสสัยสรการ  ประธานฝ่ายฆาราวาส  ปี 2534
นายสุเทพ โพธิสัทธา  ประธานฝ่ายฆาราวาส  ปี 2535
นางรัศมี เกาไศยนันท์  ประธานฝ่ายฆาราวาส  ปี 2536
นางสาวสาคร ปริยวาทกุล  ประธานฝ่ายฆาราวาส  ปี 2537

ปี 2538

คณะดำเนินงาน เห็นว่าควรจดทะเบียนเป็นมูลนิธิ จึงได้มีการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิ ชื่อว่า "มูลนิธิพุทธศาสนศึกษา วัดบุรณศิริมาตยาราม" โดยมีพระครูสังฆรักษ์สถาพรเป็นประธาน ต่อมาพระครูสังฆรักษ์สถาพรได้ลาสิกขาในปี พ.ศ.2541 แต่ยังเป็นประธานของมูลนิธิ ต่อไป

พ.ศ.2552

อาจารย์สถาพร เวสสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิ ได้เสียชีวิต จึงได้มีการเลือกประธานคนใหม่ คือคุณชวนชม เมนะจินดา เป็นประธานจนถึงปัจจุบัน

 

 

สัญลักษณ์ของมูลนิธิพุทธศาสศึกษา

วัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ

1. เพื่อเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
2. เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติธรรมตามหลักทางพุทธศาสนา
3. เพื่อเสริมสร้างให้ประชาชนในสังคมมีสุขภาพกายและจิตที่ดี
4. เพื่อรักษาและป้องกันพระพุทธศาสนา ตามหลักพระธรรมวินัย
5. ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์

กิจกรรมของมูลนิธิในปัจจุบัน

การศึกษาธรรมะ

1. กิจกรรมการเรียน การสอน
จะมีการเรียน การสอน ชั้นล่างของอาคารเรียนในช่วงแรกๆ ได้มีการจัดการเรียน การสอนพระอภิธรรม บรรยายพระสูตร และได้เชิญวิทยากรที่มีความรู้ ความสามารถมาร่วมบรรยายด้วย จะสอนเฉพาะวัน เสาร์ วันอาทิตย์ และวันพฤหัสบดี ซึ่งช่วงหลังๆ ผู้เรียนน้อยลง จะเหลือบรรยายวันอาทิตย์เพียงวันเดียว นอกจากการเรียน การสอนแล้ว ช่วงต่อมาได้มีการอบรมธรรมะในหัวข้อที่น่าสนใจ 1-2 วัน ให้กับบุคลากรต่าง เช่น ครู ประชาชนทั่วไป โดยขอทุนจากองค์กรต่างๆ

ต่อมาอาจารย์ปราโมช น้อยวัฒน์ ซึ่งได้มาบรรยายและสอนการปฏิบัติในวันพฤหัสบดี ได้หยุดสอนไปประมาณ ปี พ.ศ.2555

ประมาณปี พ.ศ.2554 พระอาจารย์มหาสมชาย อธิปญฺโญ ได้มาเปิดสอน โดย ระยะแรก สอน 1-2 วัน แต่ปัจจุบันสอน 6 วัน ( ชั้นล่าง )

ในปี พศ.2555 อ.มยุรี เจริญ ได้เชิญวิทยากรมาสอนไวยากรณ์บาลี พระไตรปิฎก 2 ภาษา และคัมภีร์อรรถชาลินีผ่านภาษาขอมต่อมาได้มีการเพิ่มเติมเนื้อหาในการสอนเพิ่มมากขึ้นปัจจุบันได้มีการเปิดสอน 6 วัน ( ชั้นบน )

2. หนังสือธรรมะเพื่อชีวิต
ได้เริ่มจัดทำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2537 โดยรับสมาชิกจากการจัดกิจกรรมวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และประชาทั่วไปที่สนใจ ช่วงแรกๆ มีการเก็บค่าสมาชิกเมื่อสมัครครั้งแรก 30 บาท หลังจากนั้นส่งให้ฟรี ปีละ 4 ครั้ง คือวันขึ้นปีใหม่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันเข้าพรรษา ต่อมาได้ยกเลิกการเก็บค่าสมาชิก ปัจจุบันมีสมาชิก ประมาณ 4,000 คน

3. พระอภิธรรมจากสาระในพระสูตร
หนังสืออภิธรรมจากสาระในพระสูตร ได้จัดทำขึ้นครั้งแรกปี 2558 เนื่องจากมีผู้สนใจต้องการให้มูลนิธิจัดทำขึ้นในการจัดทำขึ้นครั้งแรกนั้นใช้ชื่อว่า พระอภิธรรมทางไปรษณีย์ได้ใช้เนื้อหาจากอภิธรรมมัตถสังคหะ 9 ปริจเฉท โดยเขียนปริจเฉทที่ 1 คือ จิตตสังคหวิภาค ก่อนได้แบ่งเป็นตอนๆ แล้วมีการแทรกพระสูตรเข้าไป พร้อมมีการตั้งคำถามให้ตอบตอนท้ายบทพร้อมทั้งมีคำเฉลยด้วยในการออกหนังสือนั้นได้ออกพร้อมกับหนังสือธรรมะเพื่อชีวิตคือ วันขึ้นปีใหม่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันเข้าพรรษา

ต่อมาในปี 2560 ได้พิจารณาว่าควรมีการรวบรวมเนื้อของพระอภิธรรมให้เป็นเล่มๆ 9 ปริจเฉทโดยเฉพาะ แต่ได้จัดทำให้ง่ายขึ้น กระทัดลัด เหมาะกับการนำมาประกอบใช้ในการวิเคราะห์เนื้อหาในพระสูตรที่ทำขึ้นอีกชุดหนึ่ง หนังสือชุดใหม่ที่จัดทำขึ้นนี้จึงชื่อว่าพระอภิธรรมจากสาระในพระสูตร โดยจัดทำควบคู่กับอภิธรรมมัตถสังคหะ 9 ปริจเฉท

ศูนย์ปฏิบัติธรรม

ศูนย์ปฏิบัติธรรม จังหวัดเพชบูรณ์

เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2540 โดยคุณชวนชม เมนะจินดา ได้บริจาคที่ดินให้ จำนวน 10 ไร่ หลังจากนั้น มูลนิธิ ได้ทำการถมที่ดินให้สูงขึ้น และปลูกสิ่งก่อสร้าง พร้อมทั้งมีการปลูกต้นไม้ อาคารหลังแรก ชื่อว่า ศาลา “ วิไล จ่างตระกูล” ซึ่งคุณวิไล จ่างตระกูลเป็นผู้บริจาคทุนให้ก้อนแรก จำนวนเงิน 800,000 บาท คุณเชิญ เมนะจินดา 250,000 บาท และต่อมามูลนิธิได้ทอดผ้าป่า เพื่อสร้างให้เสร็จสมบูรณ์ในเวลาต่อมา นอกจากนั้นยังได้สร้างกุฏิเพิ่มอีก 2 หลัง บริจาคโดย คุณเชิญ เมนะจินดา และ คุณอรรถพร ลีนุตพงษ์ หลังละ 150,000 บาท ได้มีการสร้างพระพุทธรูปยืน 1 องค์กลางพื้นที่ ต่อมาได้สร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ เพิ่มขึ้นปัจจุบันมีรายละเอียดดังนี้ พระพุทธรูปยืน 1 องค์ ศาลาขนาดใหญ่ 1 จำนวนหลัง (ศาลาวิไล จ่างตระกูล ) ศาลาขนาดกลางจำนวน 1 หลัง ( ศาลาสมเด็จโต ) โรงครัว จำนวน1 หลัง กุฏิ จำนวน 4 หลัง

ศูนย์ปฏิบัติธรรม จังหวัดราชบุรี

เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2537 ด้วยคณะกรรมชุดแรก และผู้มีจิตศรัทธา ได้รวบรวมปัจจัย ซื้อเป็นเนื้อที่ประมาณ 24 ไร่ หลังจากนั้นได้มีการปลูกต้นไม้ให้เป็นป่า มีกุฏิ 1 หลัง มีที่พัก 1 หลัง ช่วงแรกมีผู้อาศัย และดูแลอยู่ ต่อมาไม่มีผู้แลในพื้นที่ ได้จ้างคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงดูแลให้ ในปี พ.ศ.2559 ได้มีพระอาจารย์ชัยณรงค์ มาขอพักปฏิบัติ และได้นำญาติ โยม ปฏิบัติธรรมด้วย หลังจากนั้นกรรมการหมู่บ้านได้เห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับชุมชน จึงได้ทำเรื่องขอยืมใช้พื้นที่ โดยให้พระสงฆ์ที่มาพักปฏิบัติธรรม และนำญาติ โยมปฏิบัติธรรมต่อไป ปัจจุบันมีศาลาขนาดกลาง 1 หลัง โรงครัว 1 หลัง กุฏิสำหรับฆาราวาส 3 หลัง สำหรับพระสงฆ์ 4 หลัง

กิจกรรมพิเศษ

กิจกรรมวันมาฆบูชา และกิจกรรมวันวิสาขบูชา

ตั้งแต่จัดตั้งโครงการมาได้จัดวันมาฆบูชาที่สนามหลวงหรือบางครั้งอาจเป็นสถานที่อื่น เป็นประจำทุกปีได้จัดร่วมกับวิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนีจังหวัดนนทบุรี และโครงการพบกันครึ่งทาง ได้ดำเนินงานมาตลอดทุกปี

สำหรับกิจกรรมวันวิสาขบูชา ช่วงแรกได้มีการจัดกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง แต่ได้หยุดไปช่วงหนึ่งเนื่องจากขากบุคคลากรดำเนินงาน ต่อมาในปี พ.ศ.2559 ได้จัดอีกครั้ง โดยจัดร่วมกับโครงการพบกันครึ่งทาง

การจัดทำเว็บไซด์ของมูลนิธิฯ

เริ่มจัดทำขึ้น เมื่อเดือน ตุลาคม 2560 ร่วมกับศูนย์วิจัยการจัดการความรู้การสื่อสารและการพัฒนา (CCDKM) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช 

กิจกรรมทอดผ้าป่า

ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งเป็นโครงการ ได้มีการจัดกิจกรรมทอดผ้าป่ามาตลอดปีละ 2 ครั้ง คือ วันมาฆบูชา และ วันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี เพื่อเป็นการหารายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายให้กับมูลนิธิ และในวันมาฆบูชาได้มีกิจกรรมขายของถูก โดยมีผู้มีจิตศรัทธามาบริจาคให้ ซึ่งรายได้มอบให้เป็นค่าใช้จ่ายของมูลนิธิเช่นกัน