การสื่อสารเพื่อพัฒนา
จากกระบวนทัศน์สู่ระบบนิเวศนวัตกรรรมการสื่อสารเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล
นวัตกรรมการสื่อสารเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ มิได้เป็นเรื่องของ “เทคโนโลยี” โดยลำพัง หากเป็นเรื่องของ “มนุษย์” ในความหมายที่ลึกที่สุด กล่าวคือ เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี อำนาจในการสื่อสาร ความสามารถในการเข้าถึงความรู้ การมีส่วนร่วมกำหนดอนาคต และการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมในสังคมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล แพลตฟอร์ม และอัลกอริทึมมากขึ้นทุกขณะ หากปราศจากการกำกับดูแลที่มีจริยธรรม ปราศจากโครงสร้างพื้นฐานที่เท่าเทียม และปราศจากการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากภาคประชาชน เทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเร่งความก้าวหน้าอาจกลับกลายเป็นกลไกที่ขยายความเหลื่อมล้ำให้ลึกยิ่งขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น การสื่อสารเพื่อการพัฒนาในศตวรรษที่ 21 จึงต้องยืนอยู่บนฐานของ human-centric communication หรือการสื่อสารที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มิใช่ platform-centric communication หรือ market-centric communication ที่ให้ความสำคัญกับการขยายการมีส่วนร่วมเชิงพาณิชย์มากกว่าการขยายศักดิ์ศรีและพลังของประชาชน ในทัศนะนี้ การตกผลึกที่สำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือการยืนยันว่า “การสื่อสาร” ต้องได้รับการยกระดับจากสถานะเดิมที่มักถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิค ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม (social infrastructure) ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะไม่มีเป้าหมายการพัฒนาใดจะบรรลุผลได้อย่างแท้จริง หากผู้คนยังไม่สามารถสื่อสารความฝัน ความกังวล ความต้องการ และข้อเรียกร้องของตนเองได้อย่างเสรี เท่าเทียม และมีความหมาย งานของ Servaes และ Yusha’u ชี้ไว้อย่างชัดเจนว่า “การสื่อสารสำหรับทุกคน” (Communication for All:SDG18) เป็น “จิ๊กซอว์ตัวที่ขาดหายไป” ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ประการ เพราะการสื่อสารคือเงื่อนไขของการทำให้เป้าหมายอื่น ๆ เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สุขภาพ ความเสมอภาคทางเพศ ความโปร่งใสของสถาบัน การลดความเหลื่อมล้ำ หรือการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
หนังสือเล่มนี้ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ความท้าทายใหม่ในยุคดิจิทัลและ AI มิใช่เพียงการมีหรือไม่มีเทคโนโลยี หากคือการเกิดขึ้นของความยากจนทางการสื่อสารและสารสนเทศ ซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนจนและกลุ่มเปราะบาง ขาดพื้นที่สาธารณะในการส่งเสียง ขาดการเป็นตัวแทนอย่างเป็นธรรมในสื่อ ขาดทักษะการรู้เท่าทันข้อมูล และถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจที่มีผลต่อชีวิตของตนเองโดยตรง ปรากฏการณ์ infodemic และ disinformation ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุ SDGs อื่น ๆ ทั้งในด้านสุขภาพ การศึกษา และความไว้วางใจทาง
จากข้อค้นพบทั้งหมดนี้ ผู้เขียนจึงขอเสนอว่า การก้าวเดินต่อจากปัจจุบันไปสู่ปีค.ศ. 2030 และต่อเนื่องไปสู่เป้าหมายระยะยาวในอนาคต จำเป็นต้องตั้งอยู่บนยุทธศาสตร์บูรณาการอย่างน้อยห้าประการร่วมกัน 1) ต้องยกระดับการสื่อสารให้เป็น “นโยบายสาธารณะ” ไม่ใช่เพียง “งานประชาสัมพันธ์” ของรัฐ 2) ต้องลงทุนใน soft infrastructure อย่างจริงจัง ทั้งการ reskilling/upskilling แรงงาน ระบบการเรียนรู้ดิจิทัลตลอดชีวิต และการสร้างแกนนำดิจิทัลชุมชน 3) ต้องสร้างความเป็นเจ้าของของประชาชนต่อสื่อและเทคโนโลยีผ่านสื่อชุมชน local content และ civic tech 4) ต้องวางสิทธิในการสื่อสาร ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และเสรีภาพจากการเฝ้าระวังไว้เป็นแกนกลางของธรรมาภิบาลดิจิทัล และ5) ต้องเร่งพัฒนาระบบจัดการความรู้และข้อมูลเพื่อการอยู่รอด (survival intelligence) ควบคู่กับการรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลในฐานะภูมิคุ้มกันทางสังคม หากมนุษยชาติจะก้าวสู่ยุค AI โดยไม่ทำให้ความเหลื่อมล้ำลึกลงกว่าเดิม สิ่งจำเป็นที่สุดก็คือการยืนยันให้ได้ว่าความก้าวหน้าทางปัญญาประดิษฐ์จะต้องถูกกำกับเพื่อลดช่องว่างทางสังคม เสริมสร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสร้างเงื่อนไขของความยั่งยืนที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้จริง
“การพัฒนา” ในระยะต่อจากนี้จะไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยเครื่องมือเชิงนโยบายหรือเชิงเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว แต่ต้องอาศัยระบบนิเวศการสื่อสารที่ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ มีพื้นที่ร่วมคิดร่วมตัดสินใจ และสามารถแปรความรู้ไปสู่การปฏิบัติที่ยั่งยืนได้จริง
กมลรัฐ อินทรทัศน์ 2026
นิเทศศาสตร์เพื่อการพัฒนา, CCDKM มสธ.
